วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อาชีพที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์

หัวข้อที่ 2


งานในอาชีพของนักดาราศาสตร์

นักดาราศาสตร์ ชื่อ โคปอร์นิคัส






นิยามอาชีพ
         

     ศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิเคราะห์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโครงสร้างการวิวัฒนาการ ขอบเขตและการแผ่พลังงานของเอกภพ : ศึกษาขนาด มวล รูปร่าง ระยะทาง การเคลื่อนที่วงโคจร ลักษณะส่วนประกอบ และโครงสร้างของวัตถุท้องฟ้า ศึกษาการก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ดาวคู่ ดาวกระจุก และกาแล็กซี ศึกษาอุณหภูมิ ความสว่าง องค์ประกอบเคมีและโครงสร้างภายในของดาวฤกษ์ และวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์และเครื่องบันทึกสัญญาณต่างๆ เช่น สเปกโทรกราฟ โฟโตมิเตอร์ อินเตอร์เฟียโรมิเตอร์ เป็นต้น ศึกษาวัตถุท้องฟ้าในช่วงความยาวคลื่นอื่นๆ เช่น วิทยุอุลตราไวโอเลต อินฟาเรด เอ็กซเรย์ เป็นต้น สังเกตวัตถุบนฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์เพื่อคำนวณตำแหน่งของดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ คำนวณโคจรของดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาวเคราะห์น้อย ศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น อุปราคา ฝนดาวตก แสงเหนือ แสงใต้ เป็นต้น ศึกษากลุ่มดาว และสร้างแผนที่ดาว พัฒนาตารางคำนวณตำแหน่งและเวลาขึ้น – ตก ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ เพื่อประโยชน์ทางคมนาคมทางอากาศและทางเรือ กำหนดเวลามาตรฐานสากลโดยการสังเกตวัตถุท้องฟ้า ประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ ตลอดจน สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้ในการสังเกตการณ์ บันทึกรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านดาราศาสตร์





 


ลักษณะของงานที่ทำ





            นักดาราศาสตร์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็น นักวิชาการ และอาจารย์ ในสถาบันระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยที่ทำการเปิดสอนภาควิชาฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ หรือโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา หน่วยวิจัยดาราศาสตร์ สมาคมดาราศาสตร์ เป็นต้น โดยมีภาระกิจเกี่ยวข้องดังนี้
1. บรรยาย สอน เผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับดาราศาสตร์ อวกาศ สภาพอวกาศ ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเพื่อให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของดวงดาว และโลกอันเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีผลกระทบกับชีวิตประจำวัน โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาของสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ
2. ศึกษา ค้นคว้า วางแผนการวิจัย และการเตรียมการสังเกตการณ์ระดับชาติ โดยนำผลการศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มาประมวลผลวิเคราะห์และจัดทำเป็นรายงานเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ
3. จัดประชุมสัมมนาทางดาราศาสตร์ ในเรื่องการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านดาราศาสตร์
4. ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการปรับปรุงสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์ เพื่อกระตุ้นให้คนไทย มีความสนใจ
ต่อเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น และให้กลุ่มสนใจทางดาราศาสตร์สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้
ได้มากขึ้น
5. ประสานความร่วมมือทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลทางดาราศาสตร์ร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทาน กรมแผนที่ทหาร กรมทรัพยากรธรณี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์หว้ากอ และองค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ เพื่อจัดทำสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์
6. จัดทำหลักสูตรหรือกิจกรรม เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแก่ประชาชนและเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมอย่างทั่วถึง ร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน สมาคมดาราศาสตร์ หรือชมรมดาราศาสตร์ของจังหวัดต่างๆ ที่มีนักวิชาการหรืออาจารย์สอนด้านดาราศาสตร์ประจำอยู่ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเกิดพายุสุริยะ การเกิดสภาพความแปรปรวนของบรรยากาศชั้นไอโอโนสเพียร์ และบรรยากาศชั้นบนของโลกที่เป็นสาเหตุทำให้สถานีไฟฟ้าขัดข้อง ระบบสื่อสารดาวเทียมบกพร่อง และระบบเตือนภัยบนเครื่องบินขัดข้อง เป็นต้น 


สภาพการทำงาน
ผู้ประกอบอาชีพนี้ ส่วนใหญ่จะติดต่อประสานงานและร่วมประชุมเพื่อจัดเตรียมการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้า และทำการวิจัย ดังนี้
1. จัดเตรียมแผนงานและกิจกรรมด้านวิชาการเมื่อมีการออกสังเกตการณ์
2. กำหนดแผนการเดินทางไปสังเกตการณ์ ตามบริเวณที่คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์ โดยอาจทำภาพจำลองของปรากฏการณ์ในคอมพิวเตอร์ล่วงหน้าเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้เข้าใจตามหลักวิทยาศาสตร์
3. เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการสังเกตการณ์ เช่น กล้องดูดาว กล้องถ่ายภาพ พร้อมฐานควบคุม กล้อง
ถ่ายภาพแบบสะท้อนแสง ระบบถ่ายภาพที่ทันสมัย แผนที่ดูดาว เป็นต้น
4. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งสื่อมวลชนเพื่อขอความร่วมมือในการ
เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์นั้นๆ รวมทั้งผลงานทางวิชาการสู่สาธารณชน
5. รวบรวมข้อมูลการประเมินผล และผลการวิเคราะห์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแต่ละครั้งเพื่อจัดทำแผนการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ของประเทศ ซึ่งการสังเกตการณ์แต่ละครั้งจะต้องมีการเดินทางออกไปสังเกตการณ์หลายสถานที่ บางครั้งต้องไปในสภาพพื้นที่ป่าเขาและอาจมีผู้ร่วมเดินทางจากหลากหลายวิชาชีพ รวมทั้งผู้สนใจทางดาราศาสตร์



คุณสมบัติผู้ประกอบอาชีพ

1. เพศหญิง หรือเพศชาย
2. วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์อวกาศ
3. มีความสนใจในวิชาชีพ
4. สนใจศึกษาค้นคว้าวิจัย ในเรื่องดาราศาสตร์ และอวกาศอย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังนี้
ผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์ หรือเทียบเท่า สามารถสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ที่ปิดสอนคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง


โอกาสในการมีงานทำ

ผู้สนใจเป็นนักดาราศาสตร์ สามารถที่จะปฏิบัติงานด้านการสอนเรื่องดาราศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป สอนวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ในมหาวิทยาลัยที่มีภาควิชาฟิสิกส์ สาขาวิชาดาราศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะปฏิบัติงานรับราชการในกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือกรมอุตุวิทยา เป็นต้น
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ


ผู้ประกอบอาชีพนี้ที่รับราชการ จะได้รับเลื่อนขั้นตามความสามารถและผลงาน ควรศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก จนอาจได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าส่วนงาน เช่น ผู้อำนวยการ รองอธิบดี อธิบดี


อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง

เป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในเรื่องดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์อวกาศ และสภาพอวกาศ นักเขียนหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาให้กับองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์

แหล่งที่มา   http://www.google.co.th/search?hl=th&q=%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&aq=f&aqi=&aql=&oq=&gs_rfai=

ข่าวที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์

หัวข้อที่ 6



เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่การประชุมร่วมดาราศาสตร์แห่งชาติและยุโรป(JENAM 2010) Ricardo Amorin จากสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์ อันดาลูเซีย ได้นำเสนอการอธิบายธรรมชาติของสิ่งประหลาดที่เรียกว่า กาแลคซีถั่วลันเตา(Green Pea galaxies) ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2007 โดยนักดูดาวสมัครเล่น ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่ากลุ่มดาวที่อยู่กันอย่างหนาแน่นมากประเภทนี้มีปริมาณสารประกอบซับซ้อนที่ต่ำ หลังจากถูกเจือจางด้วยธารก๊าซและลมซุปเปอร์โนวาที่รุนแรงAmorin กล่าวว่า การค้นพบถั่วลันเตานี้เป็นตัวอย่างที่น่าตื่นตาตื่นใจว่าประชาชนธรรมดาผู้รักในดาราศาสตร์จะสามารถช่วยนักวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร พวกเขาถกเรื่องวิทยาศาสตร์กับนักดาราศาสตร์อาชีพ และได้เขียนเสนอเกี่ยวกับกาแลคซีถั่วลันเตาใน Wikipedia ได้ดีมาก ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับประชากรบนโลกนักดูดาวเป็นงานอดิเรกเป็นกลุ่มแรกที่ได้จำแนกกาแลคซีใหม่ประเภทนี้ โครงการออนไลน์ที่มีชื่อว่า Galaxy Zoo และ Galaxy Zoo 2 ได้ร้องขอให้ประชาชนที่สนใจช่วยจำแนกประเภทกาแลคซีจากภาพจำนวนมากที่ถ่ายโดย Sloan Digital Sky Survey การจำแนกประเภทของกาแลคซีนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพื่อความเข้าใจวิวัฒนาการเอกภพ แต่ก็ยังยากเนื่องจากรูปร่างที่หลากหลายของพวกมัน นักดาราศาสตร์จึงหันไปหาประชาคมออนไลน์ให้ช่วย และนักวิทยาศาสตร์สมัครเล่นก็สมัครมาเพื่อมองดูภาพและหากาแลคซีประเภทต่างๆ ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่เปิดโครงการ เวบไซท์ได้รับการจำแนกกาแลคซีถึง 70,000 แห่งในหนึ่งชั่วโมงนักวิทยาศาสตร์ชาวบ้านเหล่านี้ได้ค้นพบกาแลคซีประเภทประหลาดที่ไม่สามารถจัดอยู่ในประเภทที่มีก่อนหน้านี้ได้ มันมีขนาดเล็กและมีสีเขียว ไม่นานพวกมันจึงถูกตั้งชื่อว่า กาแลคซีถั่วลันเตา พวกมันดูเหมือนจะเป็นกาแลคซีมวลต่ำที่หนาแน่นซึ่งกำลังมีการก่อตัวดาวฤกษ์อย่างคึกคัก และอยู่ที่ระยะทางประมาณ 1.5 ถึง 5 พันล้านปีแสงก็บ่งชี้ว่ามันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีความสำคัญอย่างมากในวิวัฒนาการเป็นที่ทราบกันแล้วว่ากาแลคซีถั่วลันเตามีโลหะต่ำ(โลหะในทางดาราศาสตร์หมายถึงธาตุใดๆ นอกเหนือจากไฮโดรเจนและฮีเลียม) การศึกษาที่นำเสนอเมื่อวันที่ 10 กันยายนบอกว่าแรงดึงโน้มถ่วงของก๊าซจากรอบนอกของกาแลคซีถั่วลันเตาหรือเลยจากนั้น รวมกับคลื่นกระแทกจากการระเบิดซุปเปอร์โนวาน่าจะเป็นสาเหตุ Amorin อธิบายว่า การค้นพบกาแลคซีถั่วลันเตาได้เปิดหน้าต่างบานใหม่ให้กับการสืบหาวิวัฒนาการกาแลคซีและการก่อตัวดาวฤกษ์ในเอกภพช่วงแรกๆ กาแลคซีถั่วลันเตาไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จจากวิทยาศาสตร์ชาวบ้านที่มาจาก Galaxy Zoo ในปี 2007 คุณครูชาวดัตช์ Hanny van Arkel ซึ่งกำลังจำแนกกาแลคซีให้โครงการก็พบวัตถุประหลาด ซึ่งต่อมาให้ชื่อว่า Hanny’s Voorwerp ซึ่งเป็นภาษาดัตช์แปลว่า วัตถุของ Hanny ปรากฏการณ์ประหลาดนี้หลอกหลอนนักวิทยาศาสตร์และก็เพิ่งในเดือนกรกฎาคม 2010 ที่หาคำอธิบายที่เป็นไปได้ กล่าวว่า หลุมดำมวลมหาศาลแห่งหนึ่งในกาแลคซีใกล้เคียงแห่งหนึ่งได้เปล่งรังสีและทำให้กลุ่มเมฆก๊าซเรืองแสงขึ้น ประชาคมนักดาราศาสตร์สมัครเล่นได้ร่วมมือกันเพื่อทำการ์ตูนการศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้โดยเรียกว่า Hanny and the Mystery of the Voorwerp Amorin สรุปว่า อาสาสมัครโครงการ Galaxy Zoo ได้นำพาวิทยาศาสตร์เข้าใกล้ชาวบ้านอย่างมาก มันเป็นหนทางที่ทรงพลังที่จะเผยแพร่วิทยาศาสตร์ไป Galaxy Zoo โครงการล่าสุดที่เพิ่งฟื้นฟูกลับมา ใช้ข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเพื่อเจาะเอกภพให้ลึกมากขึ้น บางทีอาจจะมีการค้นพบวิทยาศาสตร์จากชาวบ้านรอเราอยู่

ค้นหาเมื่อวัน  เสาร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เวลา 15.39 น.

แหล่งอ้างอิง   http://id.in.th/thread-570-1-1.html

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เงาของไม้

หัวข้อที่19  






ปักไม้ที่เป็นแท่งตรงในแนวดิ่งบนพื้นราบที่กลางแจ้งทำเครื่องหมายแสดงตำแหน่งจุดปลายของเงาของแท่งไม้นี้ทุกชั่วโมงตั้งแต่เวลา 9.00น.ถึง15.00น.

อุปกรณ์
1. ไม้
2. ก้อนหินแสดงตำแหน่ง
 
เวลา9.00น.









เวลา 10.00น.







เวลา 11.00น.








เวลา 12.00น.





 เวลา 13.00น.






 เวลา 14.00น.







 เวลา 15.00น.








เราจะเห็นได้ว่าเงาของกิ่งไม้นั้นเคลื่อนที่ทุกๆ1 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแสดงว่า โลกของเรามีการเคลื่อนที่ตลอดเวลารอบดวงอาทิตย์
































วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ชื่อเพลงที่เกี่ยวกับดวงดาว

หัวข้อที่4


เพลง ดวงดาวแห่งรัก

เก็บเอาไว้คำว่ารักไม่อาจจะพูดไป
เมื่อเธอนั้น มีคนนั้นเคลียคลออยู่ข้างกาย
อยากจะหนีไปให้พ้น ยิ่งเจอยิ่งปวดใจ
รักเธอแล้วจับจองไม่ได้อย่างนี้

ค่ำคืนฉันร้อนรน พิษรักมันทำให้ใจเหม่อ
หน้าเธอปรากฏให้เจอได้ทุกที่
แหงนมองดาวบนฟ้าไกล
เห็นเธอเพียงเศษเสี้ยวนาที
ไม่อาจหนีภาพเขาที่เข้ามา

ดาวดวงนั้น ถ้ามันเป็นดาวของเธอกับเขา
รู้ไหมฉันเฝ้ามองดูด้วยความอิจฉา

โอ้ดวงดาวแห่งรัก ช่างสวยงามตา
แต่ฉันจะภาวนาให้มันตก
ขอให้ดาวตก ตกจากฟ้า
ให้รักของเธอร้าวราน

หลับก็เพ้อตื่นก็แพ้ อ่อนแอลงทุกวัน
ผิดที่คิดผิดที่หวัง นิยายคนช่างฝัน
ปลงเถอะนะหยุดเถอะนะ
ยิ่งห้ามยิ่งดื้อรั้น ฝันสลายโทษใครไม่ได้ก็รู้

ค่ำคืนฉันร้อนรน พิษรักมันทำให้ใจเหม่อ
หน้าเธอปรากฏให้เจอได้ทุกที่
แหงนมองดาวบนฟ้าไกล
เห็นเธอเพียงเศษเสี้ยวนาที
ไม่อาจหนีภาพเขาที่เข้ามา

ดาวดวงนั้น ถ้ามันเป็นดาวของเธอกับเขา
รู้ไหมฉันเฝ้ามองดูด้วยความอิจฉา

โอ้ดวงดาวแห่งรัก ช่างสวยงามตา
แต่ฉันจะภาวนาให้มันตก
ขอให้ดาวตก ตกจากฟ้า
ให้รักของเธอร้าวราน

ไม่อยากให้เธอรักเขาจริง
อยากให้เขาทิ้งเธอไป
เพราะว่าฉันรักเธอมากมาย
ก็ไม่อยากเป็นคนคิดร้ายอย่างนี้เลย

ดาวดวงนั้น ถ้ามันเป็นดาวของเธอกับเขา
รู้ไหมฉันเฝ้ามองดูด้วยความอิจฉา

โอ้ดวงดาวแห่งรัก ช่างสวยงามตา
แต่ฉันจะภาวนาให้มันตก
ขอให้ดาวตก ตกจากฟ้า
ให้รักของเธอร้าวราน

โอ้ดวงดาวแห่งรัก ช่างสวยงามตา
แต่ฉันจะภาวนาให้มันตก
ขอให้ดาวตก ตกจากฟ้า
ให้รักของเธอร้าวราน







เพลง คืนที่ดาวเต็มฟ้า


ปล่อยให้ใจ เข้าข้างตัวเองทุกที ว่าจะมี เธออยู่กับฉัน
แม้วันนี้ จะยังไม่มีวันนั้น ก็จะฝัน จะเฝ้ารอ
รอคำว่ารัก จะมีให้เธอเท่านั้น
ในใจฉันไม่มีที่ว่างให้ใคร
อยากให้วันพรุ่งนี้ เธอรับรู้และเข้าใจ...ที่ว่ามีใคร ที่พร่ำเพ้อ

คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ
ละเมอไปไกล มองไม่เห็นเป็นดาว
จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า
หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์ มาใส่ใจ

แม้ไม่รู้ ว่าเธอจะอยู่ไหน ขอฝากใจ ไปถึงหน่อย
ใจดวงนี้ อาจยังมีค่าน้อย แต่จะขอ เพียงรักเธอ

S :.

คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ
ละเมอไปไกล มองไม่เห็นเป็นดาว
จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า
หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์ ใน...

คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ
ละเมอไปไกล มองไม่เห็นเป็นดาว
จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า
หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์ ใน...

คืนที่ดาวเต็มฟ้า...... จะเก็บเอาจันทร์ มาใส่ใจ




เพลง  วงแหวนดาวเสาร์

ใจเธอมีคนจองแล้วหรือยัง
อยากร้องเพลงรักให้เธอฟัง ตะโกนออกไปให้ดังๆ
ฉันหวังหวังว่าเธอจะเห็นใจ
อาจดูที่มีอ่ะน้อยไป ที่มีแค่ตัวกับหัวใจ

ถ้าหากว่าฉันมีอิทธิฤทธิ์
จะเนรมิตให้เธอไม่อายใคร

จะหยิบวงแหวนดาวเสาร์ให้เธอ เอามาสวมนิ้วแทนใจ
ไว้โชว์ประดับด้วยเพชรโตๆ จากดาวอังคาร
แต่ว่าตอนนี้ไม่มีดาวสักดวง ที่มีคือรักบวกแคร์
และคูณด้วยห่วง เธอรังเกียจไหม

ดวงจันทร์คอยส่งยิ้มให้ทุกวัน ถ้าเธอจะยอมมารักกัน
ก็คงจะยิ้มจนเห็นฟัน ดวงอาทิตย์คอยส่องแสงทุกๆ วัน
เปรียบได้กับรักที่ฉันนั้น ที่มันจะคอยมีให้เธอ

ถ้าหากว่าฉันมีอิทธิฤทธิ์
จะเนรมิตให้เธอไม่อายใคร

จะหยิบวงแหวนดาวเสาร์ให้เธอ เอามาสวมนิ้วแทนใจ
ไว้โชว์ประดับด้วยเพชรโตๆ จากดาวอังคาร
แต่ว่าตอนนี้ไม่มีดาวสักดวง ที่มีคือรักบวกแคร์
และคูณด้วยห่วง เธอรังเกียจไหม

ไม่เหมือน ไม่เหมือนเพชร
หยิบดาวเดือนที่ไม่เหมือนเพชร
มาใส่ให้เธอได้โชว์ประดับ ระโยงระยางระยิบระยับ
วับวาวกันทั้งแกแลคซี่ วิ้งวิ้งทุกนิ้วที่มี
เรืองรองยิ่งกว่าแสงพระอาทิตย์
ทรงอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าแสงทินกร
โอ๊ย ยิ่งกว่าละครนิดนิด

ถ้าหากว่าฉันมีอิทธิฤทธิ์
จะเนรมิตให้เธอไม่อายใคร

จะหยิบวงแหวนดาวเสาร์ให้เธอ เอามาสวมนิ้วแทนใจ
ไว้โชว์ประดับด้วยเพชรโตๆ จากดาวอังคาร
แต่ว่าตอนนี้ไม่มีดาวสักดวง ที่มีคือรักบวกแคร์
และคูณด้วยห่วง เธอรังเกียจไหม



วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ศัพท์ดาราศาสตร์

                                                              อภิธานศัพท์ดาราศาสตร์





A Star  (เอ-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่สเปคตรัมชนิด A มีสเปคตรัมดูดกลืนของไฮโดรเจนเด่นชัด มีอุณหภูมิผิวราว 7500 เคลวิน ที่ A9 และ 9900 เคลวินที่ A0  เป็ดาวสีขาวมีขนาดประมาณ 1.8 ถึง 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ตัวอย่างดาวประเภทนี้ได้แก่ Sirius Vega  Altair Deneb

Absolute Magnitude (แอ๊บ-โซ-ลูด-แมค-เน-จูด) ค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ แทนด้วย M เป็นการวัดความสว่างของดาวฤกษ์ เมื่อวัดที่ระยะ ให้อยู่ห่างจากโลก 32.6 ปีแสง หรือ 10 พาร์เสก ซึ่งดาวทั้งหมดจะมีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์อยู่ระหว่าง -5 ถึง +15 ดวงอาทิตย์มีค่าแมกนิจูดปรากฏ -27 และ มีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ +4.8

ความสัมพันธ์ระหว่างค่า แมกนิจูดปรากฎ กับ แมกนิจูดสัมบูรณ์
M = m + 5 +5logp
เมื่อ p คือมุมพารัลแลกซ์ของดาวนั้นมีหน่วยเป็น arc seconds (1/3600 องศา)
ตัวอย่างเช่น ดาวดวงหนึ่งมีค่าแมกนิจูดปรากฏ 12.6 มีมุมพารัลแลกซ์ 0.5 arc seconds
จงหาค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์
แทนค่าสูตร M = 12.60 + 5 +5 log (0.5/3600)
= 17.60 + 5* (-3.85733)
= -1.69

Absolute temperature (แอ็บ-โซ-ลูด-เทม-เพอ-เร-เจอร์)  อุณหภูมิสัมบูรณ์ มีหน่วยวัดเป็นเคลวิน (K) ช่วงย่อยของเคลวินมีค่าเท่ากับ 1 องศาเซลเซียส (C)  ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเคลวิน กับองศาเซลเซียสคือ  T= t+273.16  เมื่อ T แทนด้วยอุณหภูมิเคลวิน  และ t แทนด้วยองศาเซลเซียส  ดังนั้น อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์จึงมีค่าเท่ากัน -273.16 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสัมบูรณ์มีการใช้กันแพร่หลายในวงการดาราศาสตร์

Accretion disk (แอ็ค-ครี-ชั่น-ดิส) คือกลุ่มสะสมของก๊าซรอบๆวัตถุที่มีรัศมีแผ่กว้างออกเป็นเหมือนจานเสียง เกิดขึ้นจากการถ่ายเทมวลสารระหว่างวัตถุที่มีขนาดใหญ่ไปหาวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่นดาวฤกษ์ไปหาดาวนิวตรอน หรือหลุมดำ ซึ่งจะทำให้ก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากเกิดความร้อนนับล้านองศาและปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมา

Achromatic Lens (อะ-โคร-มา-ติค-เลนซ์) หรือ achromat  เป็นเลนซ์ที่ถูกออกแบบมาให้ลดความคลาดเคลื่อนทางแสง โดยปกติจะใช้เลนซ์ 2 ชิ้นที่ทำจากเนื้อแก้วต่างชนิดกัน มาประกบกันเพื่อให้ได้ผลรวมของแสงตกมาอยู่ที่โฟกัสเดียวกัน

Active galactic nuclei (AGN) (แอค-ตีฟ-กา-แลค-ติด-นู-คลิ-ไอ) เป็นกาแลกซี่ทั่วไปที่มีหลุมดำ (Black Hole) ขนาดใหญ่กำลังดูดกลืน มวลสาร ของก๊าซโดยรอบอยู่ ซึ่งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลในรูปของสเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกช่วงความถี่

Airglow (แอร์-โกล) ปรากฏการณ์เรืองแสงอ่อนๆของชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งโมเลกุลของชั้นบรรยากาศชั้นบนๆจะถูกรังสีจากดวงอาทิตย์ เช่นรังสีอุลตร้าไวโอเลท ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นอิออนแต่อยู่ไม่นานก็จะรวมตัวคืนสภาพเดิมโดยคลายพลังงานออกมาเป็นแสงให้เราเห็น มักจะเห็นหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว

Albedo (อัล-บี-โด) เป็นการวัดค่าความสามารถสะท้อนแสง หรือ ความสว่างของวัตถุท้องฟ้า โดยมีค่าตั้งแต่ 1 (มีการสะท้อนแสงได้ดี) จนถึง 0 (การสะท้อนแสงแย่ที่สุด) ในทางดาราศาสตร์ ค่า albedo ถูกใช้ในการคำนวนความสว่างของวัตถุท้องฟ้าด้วย อย่างเช่น ดาวพุธ และดวงจันทร์ มีค่า albodo ต่ำมาก ขณะที่ ดาวเสาร์และดาวบริวารน้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอก และดาวหาง จะมีค่า albedo สูงเช่นกัน

Almanac (อัล-มา-แนค) เป็นหนังสือที่บรรจุข้อมูลตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าที่สำคัญๆไว้ สำหรับนักดาราศาสตร์และนักเดินเรือ

Analemma (แอนนาเลมม่า) เป็นปรากฏการณ์รูปเลข 8 ของตำแหน่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ของแต่ละวัน ในเวลาเดียวกัน ในรอบ 1 ปี

B Star (บี-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่มีสเปคตรัม Type B มีสเปคตรัมดูดกลืนของฮีเลียมชัดเจน อุณหภูมิ 10,500 เคลวินที่ B9 และ 28,000 เคลวินที่ B0 มีมวลอยู่ระหว่าง 3.2 ถึง 17 เท่าของดวงอาทิตย์ จัดเป็นพวกดาวยักษ์สีน้ำเงินสว่างกว่าดวงอาทิตย์ 20,000 เท่า  ตัวอย่างของดาว B star ได้แก่ Achernar,Regulus,Rigel,Spica

Binary pulsar (ไบ-นา-รี่ พัล-ซาร์)  เป็นพัลซ่าร์ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์คล้ายกับเป็นระบบดาวคู่ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี คศ.1974 คือ PSR 1913+16 ประกอบด้วยดาวนิวตรอนกับดาวที่ไม่ปล่อยคลื่นวิทยุ โคจรรอบกันกินเวลา 7 -3/4 ชั่วโมง

Big Bang (บิก-แบงค์) เป็นทฤษฏีที่ใช้อธิบายกำเนิดของจักรวาลยุดใหม่ เปิดเผยขึ้นเมื่อปี คศ.1940 โดย George Gamow จากแนวความคิดของ George Lemaiter กล่าวว่า "เอกภพกำเนิดมาจากมวลสารเริ่มต้นที่เรียกว่า singularity และระเบิดขยายมวลสารแผ่กว้างออกไป เกิดเป็นช่องว่าง ที่เรียกว่า อวกาศ และ มวลสารที่เป็นกาแลกซี่กับดาวฤกษ์ โดยทฤษฏีนี้บอกอายุของจักรวาลอยู่ที่ 10 ถึง 20 พันล้านปี และปัจจุบันจักรวาล กำลังขยายตัวไปเรื่อยๆ"

Bennett Comet (ดาวหาง เบนเนท) หนึ่งในดาวหางที่สว่างในช่วงศตวรรณที่ 20  ค้นพบโดยนักดูดาวสมัครเล่นชาวอาฟริกาใต้ John Caister Bennett เมื่อปีคศ.1969 

Binary Star (ไบ-นา-รี่-สตาร์) ระบบดาวคู่ซึ่งโคจรรอบซึ่งกันและกันมีจุดศูนย์กลางมวลร่วมกัน มีคาบการโคจรตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายปี ปัจจุบันมีการค้นพบดาวคู่แล้วกว่า 50,000 ดวง  ดาว Mizar ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นดาวคู่แรกที่ค้นพบเมื่อปีคศ.1650  โดย Giovanni Battista Riccioli   สำหรับดาวคู่ที่มีจำนวนมากกว่า 2 เราจะเรียกว่า multiple star เช่นดาว Castor มีดาวคู่ 6 ดวงหรือ 3 คู่

Binoculars (ไบ-โน-คู-ล่า) เรียกสั้นๆว่า Binoc (ไบ-นอค) หรือ กล้องสองตา  เป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก 2 ตัวนำมาประกอบกัน มีกำลังขยายค่อนข้างต่ำส่วนใหญ่เป็น 8 เท่า ถึง 10 เท่า 

Bipolar Flow (ไบ-โพ-ล่า-ฟโล) เป็นสายธารมวลสารจากดาวฤกษ์ที่มี 2 ลำในทิศทางตรงข้ามกัน  ดาวฤกษ์ที่ผลิต bipolar flow นั้นมักจะมีกลุ่มจานฝุ่นที่หมุนล้อมรอบในทิศทางตั้งฉากกับแกนหมุน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างการหมุนตัวของดาวฤกษ์กับมวลสารที่ไหลออกมานี้ก่อให้เกิด Bipolar Flow

Black Hole (แบลค-โฮล) หลุมดำ เป็นวัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ซึ่งจะดูดกลืนวัตถุหรือมวลที่อยู่โดยรอบเข้าภายในหลุมดำ แม้กระทั้งแสง ก็ยังหนีรอดไม่ได้ เราจึงมองไม่เห็นหลุมดำ แต่เราทราบได้ว่ามีหลุมดำ เพราะบริเวณโดยรอบหลุมดำ ซึ่งมวลกำลังถูกดูดกลืน จะมีพลังงานจลย์มหาศาล และคายพลังงานเหล่านั้นออกมา ในรูปของคลื่นวิทยุและรังสีเอกซ์ ซึ่งตรวจจับได้จากโลก

Blazar (บา-ซ่าร์) เป็นลูกผสมระหว่าง BL Lacertae Object  กับ ควอซ่าร์  เป็นพวกกาแลกซี่ที่ผิดแผกไปจากชาวบ้าน ที่เป็นพวก AGN  บาซ่าร์มีความสว่างเปลี่ยนแปลงแปรผันรุนแรงมาก รวมทั้งโพลาไรเซชั่นและการปล่อยคลื่นวิทยุ 

BL Lacertae Object  (บี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค)   เป็นพวก AGN ที่มีความสว่างสูงมาก และคล้ายกับดาวแปรแสงตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นตั้งแต่ช่วงคลื่นวิทยุ ถึงช่วงรังสีเอ็กซ์ มีคุณสมบัติที่ต่างจากควอซ่าร์โดยสิ้นเชิง เรามักจะพบ BL Lacertae Object  บริเวณศูนย์กลางของกาแลกซี่โดดเดี่ยว เช่นพวก Giant elliptical galaxy

Blueshift (บลู-ชิป) เป็นปรากฏการณ์ Doppler effect ทางดาราศาสตร์เมื่อแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์ เคลื่อนที่เข้าหาโลก ความยาวคลื่น ของแสงจะอัดตัวสั้นลง ความถี่ของแสงจะเลื่อน (shifted) ไปทางด้านสีม่วงของเส้นสเปคตรัม สังเกตได้จากแถบสเปคตรัมดูดกลืน จะเลื่อนไปทาง สีม่วงหรือสีน้ำเงิน (blueshift) โดยผลต่างของความถี่ที่เปลี่ยนไปสามารถคำนวนมาเป็นความเร็วที่เคลื่อนที่เข้าหาได้

Brown Dwarf (บราว-ดะวาฟ) ดาวแคระน้ำตาล  เป็นวัตถุที่มีมวลน้อยกว่า 0.08 เท่าของดวงอาทิตย์แกนกลางมีอุณหภูมิไม่สูงพอที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ มีอุณหภูมิผิว 2500 เคลวิน ค่าต่ำสุดของดาวแคระแดง (Red Dwarf) มีการค้นพบแล้วหลายสิบดวง ดวงที่เย็นที่สุดคือ Gliese 229B มีอุณหภูมิผิว 900 เคลวิน

C Star (Carbon Star) มี spectral Type C  เป็นดาวยักษ์แดงเย็นเฉียบ ผิวของดาวมีองค์ประกอบของคาร์บอนเป็นโมเลกุลพื้นฐาน เช่น คาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (CO)  ไซยาโนเจน (CN) และโมเลกุลของคาร์บอน (C2)  ดาวฤกษ์มวลขนาดดวงอาทิตย์ของเราช่วงที่เป็นดาวยักษ์แดง จะมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเช่นกัน เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แกนกลางที่ผลิตคาร์บอนแล้วส่งต่อถึงพื้นผิว

Cassini Division (แคส-ซิ-นี่ ดิวิชั่น)  เป็นช่องว่างระหว่างวงแหวน A และ B ของดาวเสาร์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Giovanni Cassini เมื่อปี คศ.1675  แต่ต่อมายานวอยเอเจอร์พบว่าไม่ได้เป็นช่องว่างแท้จริง แต่ประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆอีกนับร้อยวง

Celestial Object (ซี-เลส-เชียน ออปเจ็คท์) ใช้เรียกวัตถุที่อยู่บนทรงกลมท้องฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดาวหาง และอื่นๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์

Celestial mechanics (ซี-เลส-เชียน-แมค-คา-นิค) สาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ ที่อธิบายถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า โดยใช้กฏ ทางฟิสิกส์ อธิบายแนวการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเทียม และอื่นๆ

Centaurus A (เซนทอรัส เอ) หรือกาแลกซี่ NGC5128  เป็นกาแลกซี่แหล่งคลื่นวิทยุที่เข้มข้นมาก  คาดว่าเกิดจากการชนกันของกาแลกซี่ยักษ์รูปไข่ กับกาแลกซี่เกลียวขนาดเล็ก เมื่อมองด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นแถบฝุ่นทึบพาดกลางกาแลกซี่สองแถบ Centaurus A อยู่ห่างจากโลก 10 ล้านปีแสง ในกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus)

Chromosphere (โคร-โมส-เฟียร์) ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างชั้น Photoshere กับ Corona มีความหนาประมาณ 10,000 กิโลเมตร อุณหภูมิ 4,000 ถึง 100,000 เคลวิน

Chandra X-ray Observatory (CXO) หอสังเกตการณ์จันทราเอ็กซเรย์  เป็นดาวเทียมของนาซ่า ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีคศ.1999 เป็นดาวเทียมสำรวจท้องฟ้าช่วงคลื่นรังสีเอ็กซ์ ถูกตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับ Subrahmanyan Chandrasekhar นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย

Constellation (คอน-สเตล-เล-ชั่น)  หรือกลุ่มดาวบนท้องฟ้า  เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์บนท้องฟ้าที่มนุษย์
จิตนาการไว้เป็นรูปร่างต่างๆเพื่อง่ายต่อการจดจำ เริ่มใช้ครั้งแรกในยุคสมัยของ Ptolemy  มีอยู่ด้วยกัน 44 กลุ่ม ปัจจุบัน IAU แบ่งกลุ่มดาวบนท้องฟ้าออกเป็น 88 กลุ่ม และกำหนดขอบเขตที่แน่นอนเมื่อปี คศ.1930  จากกลุ่มดาวขนาดเล็กสุดคือกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Crux) จนถึงกลุ่มดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra)

corona (โคโลน่า) คือบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีความหนาแน่นต่ำแต่มีอุณหภูมิสูงมาก ราว 1 ล้านเคลวิน (Kelvin) และแผ่ขยายกว้างไป ในอวกาศได้ไกลเป็นล้านๆ กิโลเมตร เราสามารถเห็นบรรยากาศชั้นโคโลน่าได้ ตอนเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง

Dark nebula (คาค-เนบิวล่า) หรือ เนบิวล่ามืด เป็นกลุ่มของฝุ่นหรือก๊าซหนาทึบที่ไม่เรืองแสง เห็นเพียงเงาดำๆตัดกับแสงดาวหรือเนบิวล่าสว่างด้านหลังเท่านั้น  Dark nebula ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Coalsack หรือถุงถ่าน ในกลุ่มดาวกางเขนใต้

Diffuse Nebula (ดิฟ-ยูซ เนบิวล่า)  กลุ่มของก๊าซในอวกาศที่เรืองแสง จากเนบิวล่าที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวฤกษ์ได้ขณะนั้น แต่เรืองแสงได้จากพลังงานของดาวฤกษ์ที่อยู่ฉากหลังหรือใกล้เคียง  ใช้อักษรย่อว่า DN  แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
1) Emission nebular    เป็นพวกเนบิวล่าเรืองแสง
2) Reflection nebular  เป็นพวกเนบิวล่าสะท้อนแสง

Direct Motion (ได-เร็ค โม-ชั่น)  เป็นการโคจรหรือหมุนรอบตัวเองของวัตถุท้องฟ้าในทิศทางเดียวกับการหมุนของโลก หรือ การหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองมาจากทางขั้วโลกเหนือ โดยพิจารณาที่แกนเอียงของวงโคจรหรือแกนหมุนน้อยกว่า 90 องศา  ถ้าพิจารณาที่วัตถุท้องฟ้าแล้ว Direct Motion วัตถุจะเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก มีชื่อเรียกเฉพาะอีกชื่อหนึ่งว่า Progarade Motion

Disk Galaxy  (ดิส กาแลกซี่)  เป็นชื่อที่ใช้เรียกกาแลกซี่ หรือ ดาราจักร ที่มีลักษณะเป็นแผ่นจานบางๆ ที่มีดาวรายล้อมเป็นรัศมีรอบๆศูนย์กลางกาแลกซี่  Disk Galaxy ใช้เรียกได้ทั้งกาแลกซี่แบบเกลียว (Sprial Galaxy)  และ กาแลกซี่แบบเลนซ์ (Lenticular Galaxy)

Dispersion  (ดิส-เพอ-ชั่น) คือการกระจายของแสงสีขาวเป็นองค์ประกอบของสีต่าง ซึ่งเกิดจากเลนซ์ หรือ ปริซึม เกิดขึ้นจากความแตกต่างของความยาวคลื่นของแสงเมื่อเกิดการหักเห สำหรับกล้องดูดาวจะหลีกเลี่ยงการเกิดที่เรียกว่า Chromatic aberration แต่กลับมีประโยชน์กับเครื่องมือทางดาราศาสตร์อย่างเช่น  spectrograph เพื่อศึกษาสเปคตรัมของดาวฤกษ์

Doppler effect (ดอล์ป-เลอร์-เอฟ-เฟค) เป็นปรากฏการณ์ที่เสียงหรือแสง มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง หรือแสงนั้น มีการเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต โดยจะมีความถี่มากขึ้นเมื่อแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกต และมีความถี่ลดลง เมื่อแหล่งกำเนิด เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต ตัวอย่างของปรากฏการณ์นี้คือ รถที่เปิดไซเรนวิ่งเข้าหาเรา เสียงไรเรนจะมีความถี่สูง และเสียงจะมีความถี่ต่ำลง เมื่อรถวิ่งห่างจากเราไป ปรากฏการณ์นี้คนพบโดย คริสเตียน ดอปเปอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย มีชีวิตอยู่ระหว่างปี คศ.1803-1853 ในทางดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สำคัญมาก เพราะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า blueshift และ redshift
Double Star  เป็นดาวฤกษ์สองดวงที่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้ามีอยู่ด้วยกันสองแบบคือ
  1) ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กันจริงๆ และส่งแรงโน้มถ่วงซึ่งกันและกันรู้จักในชื่อว่า  binary star
  2) ดาวฤกษ์ที่มีระยะห่างจากโลกที่แน่นอนและต่างกัน แต่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้า เราเรียกดาวคู่แบบนี้ว่า optical double

Dumbbell Nebula  เป็นชื่อเฉพาะของเนบิวล่าดาวเคราะห์  M27 ในกลุ่มดาวสุนัขจิ้งจอก(Vulpecular)  เป็นเนบิวล่าขนาดใหญ่ห่างจากโลก 1,000 ปีแสงและสามารถมองเห็นได้จากกล้องสองตา ถูกตั้งชื่อโดย Lord Rosse    ด้วยความที่มีรูปร่างคล้ายนาฬิกาทราย (Hourglass)
Dwarf Galaxy  หรือกาแลกซี่แคระ เป็นกาแลกซี่ที่มีขนาดเล็กกว่ากาแลกซี่ทั่วไปและมีความสว่างน้อย โดยทั่วไปจะเป็นพวกกาแลกซี่รูปไข่(elliptical) หรือ กาแลกซี่ไร้รูปร่าง (Irregular)  มีกาแลกซี่แคราะมากมายเป็นเพื่อนบ้านของทางช้างเผือก อยู่ในกลุ่มกาแลกซี่ท้องถิ่น (Local Group)

Dwarf  Nova  หรือ โนวาแคระ เป็นประเภทหนึ่งของดาวแปรแสงแบบไม่คงที่ ซึ่งกราฟความสว่างจะคงที่เป็นเวลานานแล้วก็สว่างขึ้นอย่างทันทีทันใด และกลับมาสว่างปกติอีกครั้ง เกิดขึ้นจากระบบดาวคู่ซึ่งมีสมาชิกดวงหนึ่งเป็นดาวแคระขาว (White dwarf)  ตัวอย่างได้แก่ดาว U Geminorum  Z Camelopardalis

Dwarf  Star  หรือ ดาวแคระ เป็นลักษณะทั่วไปของดาวฤกษ์ในกาแลกซี่มีประมาณ 90 เปอร์เซนต์ มีมวลโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซนต์ รู้จักกันในชื่อของ main-sequence ในแผนผัง HR-diagram  คำว่าแคราะมาจากความสัมพันธ์ของความสว่างน้อยกว่าขนาด ดวงอาทิตย์ของเราก็เป็นหนึ่งในจำพวกดาวแคระด้วย


Event Horizon (อีเวนต์ ฮอลิโซน) เป็นขอบเขตของหลุมดำ (Black hole) ที่ซึ่งไม่มีวัตถุใดสามารถรอดพ้นการจับของหลุมดำไปได้ รัศมีของ Event Horizon เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Schwarzschild radius

Galilean Satellites (กา-ลิ-เลียน-แซท-เอล-ไลท) คือดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวพฤหัส 4 ดวงคือ Io,Europa,Ganymede และ Callisto ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากโลก ซึ่งกาลิเลโอ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น เมื่อปี 1610 จึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ 

Gamma-Ray Burst (GRB) (แกม-ม่า-เรย์-เบิซท)          เป็นปฎิกิริยาเจิดจ้าของรังสีแกมม่า ในช่วงเวลาสั้นๆ นานไม่เกิน 2-3 นาที ตรวจพบครั้งแรกเมื่อปี 1967 จากดาวเทียมที่โคจรอยู่ และในปี 1999 กล้องอวกาศฮับเบิลก็ตรวจพบ GRB อีกที่ใจกลางของกาแลกซี่ไกลโพ้น

Galaxy (กาแลกซี่) เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ ที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ และดาวฤกษ์จำนวนนับล้านล้านดวง โดยส่งแรงดึงดูดถึงกันและกัน เกาะกลุ่มกันเป็นดาราจักร

Geocentric distance (จี-โอ-เซน-ทริด ดิส-แตนซ์) (delta) หมายถึงระยะทางจากวัตถุท้องฟ้าถึงโลก โดยทั่วไปจะใช้หน่วยวัดเป็น astronomical units (AU.)

Greenhouse effect (กรีนเฮ้าส์ เอฟเฟ็คท์)  หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดจากการที่ผิวของดาวเคราะห์ดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วแพร่คลื่นรังสีอินฟาเรด ซึ่งเป็นรังสีความร้อนออกไป ถ้าชั้นบรรยากาศประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก (เราเรียกว่า greenhouse gases) ซึ่งจะไม่ยอมให้รังสีอินฟาเรดทะลุผ่านออกไป ก็จะสะท้อนกลับมายังพื้นอีกครั้ง มีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวสูงมาก ตามความสัมพันธ์ของ จำนวนความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยกตัวอย่างเช่น ดาวศุกร์ มีความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 750 เคลวิน  ส่วนบนโลกเรามี Greenhouse effect บ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก กระบวนการทางเคมีของสิ่งมีชีวิต ที่คาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมา แต่มีหลายคนเชื่อว่า ผลกระทบส่วนใหญ่ มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ที่ให้โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน

Meteor (มี-ทิ-เออ) หรือดาวตก บางก็เรียกว่า "shooting star" หรือ "falling star" ดาวตกนั้นแท้จริงแล้วคือ เศษของฝุ่น หรือหินที่ถูกแรงดึงดูดของโลกดูดเข้ามาแล้วผ่านชั้นบรรยากาศเสียดสีแล้วเกิดลุกไหม้ ส่วนใหญ่แล้วดาวตกมักเกิดจากฝุ่นของดาวหาง ถ้าหาก มีจำนวนมากๆ เราก็เรียกว่าฝนดาวตก (Meteor Shower มี-ทิ-เออ-โช-เออ) ถ้ามีอัตราการตกถี่มากตั้งแต่ 1,000 ดวงต่อนาที ก็จะเรียกว่า พายุดาวตก (Meteor Storm มี-ทิ-เออ-สะตอม) ถ้าฝนดาวตกที่มีอัตราการตกน้อยกว่า 10 ดวงต่อชั่วโมง เราก็เรียกว่าเป็น Minor Meteor Showers  


Magnetoshere (แมค-นี-โทส-สะ-เฟียร์) คืออวกาศชั้นนอกสุดรอบๆดาวเคราะห์ที่มีสนามแม่เหล็ก โดยรูปร่างของชั้น magnetoshere จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสลมสุริยะ โดยขอบเขตชั้นนอกสุดของ magentoshere เรียกว่า magnetopause  และบริเวณที่มีความแปรปรวน ของเส้นแรงแม่เหล็กเนื่องจากกระแสลมสุริยะ เรียกว่า magnetosheath  ส่วนบริเวณ magnetoshere ที่ยืดยาวออกไปตามทิศทางลมสุริยะ เรียกว่า magnetotail
           ดาวเคราะห์และบริวารในระบบสุริยะบางดวงจะมีชั้น magnetoshere ด้วยเช่น ดาวพุธ โลก และดาวเคราะห์ยักษ์ อย่าง ดาวพฤหัสที่มีชั้น magnetoshere กว้างใหญ่กว่าดวงอาทิตย์


Meteoroids (มี-ทิ-เออ-ลอย) หรือดาวเคราะห์น้อย เป็นกลุ่มของวัตถุขนาดเล็กเป็นพวกหิน และฝุ่น ที่โคจรอยู่รอบ ดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่าง ดาวอังคารกับดาวพฤหัส  ดาวเคราะห์น้อยบางดวงเป็นเศษซากหลงเหลือของดาวหางด้วย กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้บางที่เราก็เรียกว่า Meteor Stream

Meteor Train (มี-ทิ-เออ-ทเรน) หางของฝุ่นหรือก๊าซที่แตกตัว หลงเหลือเป็นทางยาวตามแนวดาวตกนั่นเอง

Occultation (อ็อค-คัล-เท-ชั่น) คือการบังกันของวัตถุบนท้องฟ้า เช่นดาวเคราะห์บังแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลๆ หรือ การที่ดวงจันทร์บังแสง จากดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างไกลออกไป

 แหล่งอ้างอิง http://www.darasart.com/astrovocab/o.html

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

หัวข้อแรก การเกิดสุริยุปราคาในสมัยรัชการที่4


       พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักดาราศาสตร์ไทยผู้ยิ่งใหญ่ทรงการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำในวันที่ 18 สิงหาคม .. 2411 ล่วงหน้า 2 ปี และได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมเซอร์ แอร์รี่ ออร์ด เจ้าเมืองสิงคโปร์ คณะทูตานุทูต นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส แขกต่างประเทศอื่นที่ทรงเชิญมา และข้าราชบริพารไทย ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้นปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตรงตามที่พระองค์ทรงคำนวณไว้ทุกประการ พระอัจฉริยภาพของพระองค์เป็นที่เลื่องลือ ขจรขจายปวงชนชาวไทยถวายพระราชสมัญญานามทรงเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" และเป็นที่มาของการสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นอนุสรณ์สถานแด่พระองค์จากคัมภีร์พุทธศาสนาเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ส่งอิทธิพลสำคัญต่อความคิดความเชื่อ ของผู้คนชาวไทย เรื่องภาพแห่งจักรวาล คือ ภพทั้ง 3 แห่ง สวรรค์ มนุษย์ และบาดาล แต่สำหรับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพแห่งจักรวาลคือวิชาการดาราศาสตร์ยุคใหม่ของการศึกษาถึงความเป็นไปในเอกภพ ด้วยข้อมูลความจริงด้วยความคิดและเหตุผลโดยการศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบ ตามหลักการของวิทยาศาสตร์แผ่นดินในรัชสมัยของพระองค์จึงเป็นประตูสู่โลกยุคใหม่ การเสด็จพระราชดำเนินเพื่อพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 18 สิงหาคม .. 2411 ตำบลหว้ากอ ถือเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่และครั้งแรกของชาติไทย โดยพระองค์ท่าน ทรงเป็นผู้คำนวณด้วยพระองค์เองต่อหน้าคณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และแขกเมืองชาวต่างประเทศ ถือเป็นการเสี่ยงต่อการสูญเสียพระเกียรติยศอย่างยิ่ง แต่พระองค์ก็ทรงกระทำการคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำสมศักดิ์ศรีที่ชาวไทยคำนวณสุริยุปราคาได้แม่นยำมานานนัก ดังเช่นพญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ บริเวณโดยรอบจะแสดงเครื่องใช้ของพระองค์ ที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งของที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ได้นำมาตั้งแสดงให้พสกนิกรได้ชมอย่างใกล้ชิด  
                       
       
                             เป็นที่ยอมรับกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงศึกษาวิชาวิทยา
ศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราศาสตร์ ทรงมีความเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์เทียบเท่ากับนักดารา
ศาสตร์สากล พระองค์ทรงวางรากฐานที่จะนำวิทยาการใหม่ของตะวันตก ตลอดจนความรู้ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารประเทศอย่างระมัดระวัง และดัดแปลงให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ของประเทศ สิ่งใดแปลกใหม่ แม้ไม่ทรงได้เคยรู้มาก่อนก็ทรงตั้งพระทัยติดตามศึกษาหาความรู้ด้วยน้ำพระทัยของนักวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีการประชุมกัน เพื่อพิจารณาหาวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้ตกลงมีมติเลือกวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนวณคาดหมายไว้ว่าจะเกิดสุริยุปราคาที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 เมษายน อนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป และได้ประกาศยกย่องว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย นับว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง  ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการวางพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ได้แก่ งานทางด้านการวิจัย และการสถาปนาเวลามาตรฐาน